Easter Island ยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอีสเตอร์

      ปิดความเห็น บน Easter Island ยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอีสเตอร์

Easter Island ยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอีสเตอร์ 

สถานที่ : เกาะอีสเตอร์ มหาสมุทรแปซิฟิค, ชิลี

ยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอีสเตอร์

   เกาะปริศนาโดดเดี่ยวกลางมหาสมุทร แต่กลับมีรูปสลักหินลึกลับขนาดมหึมากว่า 800 รูป เรียงรายอยู่เต็มเกาะที่ไม่มีคนอยู่อาศัย มีผู้อธิบายว่าเป็ฝีมือของชาวพื้นเมือง โพลีนีเซียน ที่เข้ามาตั้งรกรากในปี ค.ศ. 400 แต่ด้วยวิวัฒนาการในอดีตนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะลากหินหนัก 75 ตัน มาตั้งตามชายฝั่งได้  

ตำนานเรื่องรูปปั้นหินยักษ์หน้าคนแห่งเกาะอีสเตอร์ ถือเป็นเรื่องที่ยังชวนสงสัยถึงจุดประสงค์ในการสร้าง และวิธีในการเคลื่อนย้ายหินที่หนักร่วม 10 ตัน ไปวางตามตำแหน่งสำคัญของเกาะ แต่เพราะความลึกลับนี้แหละที่ดึงดูดให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเกาะอีสเตอร์มากมายทุกปี ทั้งที่เกาะนี้แทบจะไม่มีอะไรเลยนอกจากภูเขาหิน ชายหาด และผืนดินอันสุดแสนจะเวิ้งว้างว่างเปล่า

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับข้อมูลทั่วไปของเกาะนี้กันสักนิดดีกว่า เกาะอีสเตอร์ (Easter Island)ภาษาท้องถิ่นเรียก ราปา นุย (Rapa Nui) และภาษาสเปนเรียกว่า ปัสกวา (Isla de Pascua)เป็นเกาะที่อยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิคอย่างโดดเดี่ยว ห่างจากชายฝั่งประเทศชิลีกว่า 3,600 กิโลเมตร ขนาดของเกาะก็ไม่ได้มากมายอะไร มีพื้นที่เพียง 160 ตารางกิโลเมตร มีความยาว 25 กิโลเมตร ก่อนจะมีคนมาอยู่อาศัย ที่นี่ก็มีแค่นกทะเล และแมงปอเท่านั้นเอง

ยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอีสเตอร์

แต่เดิมเกาะนี้ไม่ได้ชื่อว่าอีสเตอร์แต่แรกด้วย แต่เพราะผู้ค้นพบเกาะคนแรก จาค็อบ ร็อกเกวีน(Jacob Roggaveen) นักเดินเรือชาวดัตช์ แล่นเรือมาพบเกาะในวันอีสเตอร์ของปี ค.ศ.1722 จึงตั้งชื่อเกาะว่า อีสเตอร์ นั่นเอง

ส่วนรูปปั้นยักษ์แกะสลักเป็นหน้าคน โมอาย (Moai) ที่เรียกได้ว่าเป็นพระเอกตัวจริงของที่นี่ เชื่อกันว่าเป็นผลงานของชาว โพลีนีเซียน (Polynesian) ที่เข้ามาปกครองเกาะนี้ในช่วงปี 1250 จำนวนของรูปปั้นนั้นกระจายอยู่ทั่วทั้งเกาะประมาณ 887 ตัว รวมทั้งตัวที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ และเสียหายระหว่างการขนย้ายด้วย บางตัวมีแค่ส่วนหัว บ้างก็มีส่วนลำตัวที่ส่วนใหญ่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน ขนาดของตัวโมอายที่ใหญ่ที่สุดนั้นสูงถึง 30 ฟุต (ประมาณ 10 เมตร) น้ำหนัก 82 ตัน

ยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอีสเตอร์ ยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอีสเตอร์

ที่สำคัญคือโมอายเกือบทั้งหมดถูกแกะสลักออกมาจากหินก้อนเดียวกัน ออกมาจากเหมืองหินราโน ราราคู (Rano Raraku) แกะสลักโดยใช้หินภูเขาไฟซึ่งมีความแข็ง และคมกว่าหินในเหมืองหิน ภายในยังมีโมอายอีกหลายชิ้นที่ยังอยู่ในกระบวนการแกะสลัก ราวกับว่าเหมืองถูกทิ้งร้างไปแบบกระทันหัน

พูคาโอ (Pukao)

โมอายบางตัวจะมีหมวกสีแดงที่เรียกว่า พูคาโอ (Pukao) เป็นชิ้นต่างหากบนหัว ประดับส่วนลูกตาด้วยปะการังขาวแกะสลัก เชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์แทนเทพเจ้า หรือหัวหน้าเผ่าผู้ล่วงลับไปแล้ว  หรือผู้ที่มีความสำคัญในสมัยนั้น

กระทั่งช่วงค.ศ. 1700 บนเกาะแห่งนี้ได้เกิดสงครามเพื่อแย่งชิงอำนาจการปกครองบนเกาะกัน รวมไปถึงมีการใช้สิทธิขาดในการใช้ทรัพยากร รูปปั้นหินโมอายจึงถูกเลิกสร้างไปโดยปริยาย รวมไปถึงการถูกยึดครองโดยคณะมิชชันนารีที่เดินทางมายังเกาะ และเริ่มทำการกลืนวัฒนธรรมของคนบนเกาะไป เรื่องราว และตำนานของโมอายจึงสูญหายไป

ปัจจุบัน รูปปั้นโมอายแห่งเกาะอีสเตอร์ ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในมรดกโลก โดย UNESCO และได้การจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องราวของมันอย่างจริงจัง ประกอบกับในปีค.ศ.1888 เกาะนี้ถูกผนวกรวมเข้ากับประเทศชิลี และมีการสร้างสนามบินขึ้น เกาะอีสเตอร์จึงกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของโลกอีกแห่งหนึ่งในที่สุด